รักสุขภาพอย่าใช้คำว่า “เดี๋ยว”!! ชายหนุ่มหนัก 230 กิโล มุ่งมานะลดน้ำหนัก 2ปี 100 กิโล กับร่างใหม่หล่อจนต้องเหลียวหลัง

อัปเดตชายหนุ่ม ที่มีน้ำหนักถึง 230 กิโลกรัม จนแทบจะเดินไม่ไหว ทำให้มีโรคประจำตัว จนคิดลดน้ำหนักแล้วเขาก็ทำได้ลดไป 50 กิโลกรัม แต่ว่าก็ยังไม่พอใจสำหรับเขา เขายังคงลดน้ำหนักต่อไปอีก และตอนนี้เขามีน้ำหนักเพียง 120 กิโลกรัมเท่านั้น

1

น้ำหนักก่อนลด 230 กิโลกรัม (ชั่งที่ยิม) ใช้เวลาในการลดน้ำหนักประมาณ 1 ปีกว่าๆ เหลือประมาณ 120 กิโลกรัม ถามว่าวันนี้เขาพอใจกับน้ำหนักของเขาหรือยัง คำตอบคือยังค่ะ พอลดได้ก็ละโมบ อยากลดให้ได้อีกเยอะๆ (แต่โดนเราสกัดด้วยของอร่อยไว้เรียบร้อยแล้ว )

                                                                                         2

ช่วงแรกของการเริ่มลดน้ำหนัก เขาทานแค่วันละมื้อ เฉพาะวันที่ไปออกกำลังกาย ระหว่างนี้เรากับเขาก็คุยกันอยู่ตลอด แอบเป็นห่วงว่าจะไหวหรือเปล่า ปกติเขาชอบทานมากๆ มีเท่าไหร่กินได้หมด ไม่รู้จักอิ่ม แต่พอเริ่มมาจริงจังกับการลดน้ำหนักเขาก็ลดการกินเลย เขาบอกต้องหักดิบไม่งั้นก็ลดไม่ได้ซะที เราพยายามบอกเขาอยู่ตลอดว่าให้ทานบ้าง ที่คุณทำเป็นการลดน้ำหนักที่ไม่ถูกต้องมันจะโยโย่ในภายหลัง เขาก็เถียงค่ะ ถ้าไม่ทำแบบนี้มันจะลดช้า พอไม่เห็นผลหรือเห็นผลช้าเขากลัวว่าจะถอดใจซะก่อน เขารู้สึกดีทุกครั้งที่พอขึ้นตาชั่งแล้วเห็นน้ำหนักลดลง (เขาชั่งอาทิตย์ละครั้งค่ะ) เราเลยเลิกเถียงเขา แล้วหันมาศึกษาวิธีฟื้นฟูระบบเผาผลาญแทน

เขาทำอยู่แบบนี้ประมาณ 6 เดือน น้ำหนักลดไปประมาณ 80 โล ไซส์เล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้เขาใส่เสื้อไซส์ 8 XL สำหรับเสื้อยืด  10XL สำหรับเสื้อเชิ๊ต ช่วงนี้เขาต้องเปลี่ยนไซส์เป็น 4 XL สำหรับเสื้อยืดแล้วค่ะ ส่วนเสื้อเชิ๊ต เขาไม่ได้ใส่แล้ว

                                                                                          3

สำหรับการออกกำลังกาย มีเรื่องขำๆ ที่เขาเล่าให้ฟังตอนแรกที่ไปยิมค่ะ เนื่องจากเขามีปัญหาด้านหัวเข่า เลยวิ่ง หรือออกกำลังหนักไม่ได้ ทำได้แค่ปั่นจักรยานนั่งแบบมีพนักพิงหลัง วันแรกที่เข้ายิมเขาปั่นได้ 3 นาที แล้วก็แบกเป้กลับบ้านค่ะ เขาบอกเขาเหนื่อย แต่เขาก็ไปยิมทุกวันนะคะ เพิ่มเวลาในการทีละน้อย เช่น วันแรก 3 นาที วันที่ 2 เพิ่มเป็น 5 นาที วันที่ 3 เพิ่มเป็น 10 นาที จากนั้นก็ค่อยๆพัฒนาค่ะ ตอนนี้เขาปั่นได้ 1 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นด้วยค่ะ ด้วยระดับความหนืดประมาณ 17 ของเราใช้ความหนืดระดับ 7 ก็แย่แล้ว (เราเล่าอาจไม่ขำเท่าเขาเล่านะคะ)

ช่วงน้ำหนักประมาณ 180 โล เขามีการปรับการออกกำลังกาย คือเข้ายิมวันเว้นวัน เพิ่มเวทเทรนนิ่งเข้ามา และใช้เวลาในยิมแต่ละครั้งประมาณ 1.30 – 2 ชั่วโมง… ก็เหมือนเดิมค่ะ เขาเล่นได้แค่ อก ไหล่ แขน หลัง ส่วนขานี่ยังเล่นไม่ได้ค่ะ นอกจากปั่นจักยานแล้ว ช่วงนี้เขาใช้ อิลิปติคอล ได้ด้วยนะคะ ปรับไม่ให้เข่าต้องงอมากได้  เราถามเขาว่าเจ็บเข่าหรือเปล่าตอนที่ใช้ เขาบอกไม่ค่ะ ตอนนี้ก็ยังออกด้วยเครื่องนี้สลับกับจักรยานอยู่ ไม่มีอาการปวดเข่า เราก็โอเค

หลังจากเพิ่มเวทเทรนนิ่ง ช่วงนี้เขาปรับวิธีการทานด้วยค่ะ มื้อหลักยังคง 1 มื้อเหมือนเดิม  แล้วเสริมด้วยเวย์โปรตีนอีก 1 มื้อ เพิ่มลูกเล่นมาเป็นโปรตีนคุ๊กกี้ โปรตีนแพนเค้ก แอปเปิ้ลเนยถั่ว อะไรประมาณนี้

จากวันที่เขาเริ่มลดน้ำหนักเมื่อประมาณเกือบๆ 2 ปีที่แล้ว จนถึงวันที่เราเดินทางมาหาเขา เขามีน้ำหนักอยู่ที่ 130 กิโลกรัมค่ะ และ 4 เดือนที่เราอยู่ที่นี่ น้ำหนักเขาอยู่ที่ประมาณ 120 – 123 ประมาณนี้ค่ะ ส่วนอาหาร ตอนนี้ทานมื้อหลักครบ 3 มื้อ เพิ่มมื้อย่อย อีก 2 มื้อ จากที่คำนวนในโปรแกรมเฉลี่ยต่อวัน ตกวันละประมาณ 3000 แคลลอรี่ เราไม่ได้ทำอาหารคลีนนะคะ เราทำอาหารปกติ เน้น ต้ม นึ่ง ย่าง อกไก่ ปลา ไก่งวง หมูไม่ติดมัน เนื้อ ผัดผักบ้างในบางมื้อ สลัด ผลไม้ มีชีทเดย์สัปดาห์ละวันคือวันอาทิตย์ อยากกินอะไรก็สั่งมา แล้วเราจะจัดให้ (ถ้าทำได้…. ทำไม่ได้ก็โทรสั่งค่ะ)

ตอนนี้เขาชอบอาหารไทยมากโดยเฉพาะปลา 3 รส กับกรอบเค็ม ทำทีไรแทบจะเลียกะทะ เราเลยมีดีลกันค่ะ ถ้าเขาคุมน้ำหนักให้ได้ 120 เป็นเวลา 1 สัปดาห์โดยไม่แกว่งได้ เราจะทำปลา 3 รสให้ทาน และถ้าคุมได้ถึง 2 อาทิตย์ เขาจะได้กรอบเค็มมาเพิ่มอีกเมนูด้วยค่ะ
ถามว่าทำไมถึงต้องทำดีลกัน ถ้าเขาทานเฉพาะที่เราทำให้ทาน เราว่าน้ำหนักเขาลงได้อีก (ถึงจะลงช้าหน่อยก็เถอะ) ไม่แกว่งขึ้น แกว่งลงขนาดนี้ ที่เป็นแบบนี้เพราะเขาแอบทานช็อคโกแลต เวลาไปทำงานด้วยค่ะ ซื้อทีไม่ใช่ห่อเล็กๆ แล้วก็ทานทีเดียวหมดด้วย (เราเคยแซว ช็อคโกแลตเก็บได้เป็นปีไม่ต้องรีบทานให้หมดขนาดนั้นก็ได้)

ตอนนี้เขาใส่เสื้อไซส์ XXL หรือ XL ส่วนกางเกงยังใช้ XXXL เขาซื้อไซส์ XXL มาแล้ว แต่ยังใส่ไม่ได้  ติดผิวหนังส่วนเกิน ที่ได้มากจากการที่ลดน้ำหนักเร็วเกินไปมากกว่า  1 ปี กว่าๆ น้ำหนักหายไป 100 กว่าโล ทำให้เขาย้วยค่ะ ต้นแขนต้นขา และพุง ติดต่อแพทย์ไปแล้วเรื่องผ่าตัดผิวหนังส่วนเกิน คุณหมอบอกต้องให้น้ำหนักคงที่ 1 ปีก่อน แล้วถึงจะทำนัดให้เข้าผ่าตัดตอนนี้ก็เข้ายิม ทำเวทเทรนนิ่งเท่าที่จะเทรนได้

                                                                                            5

.

6

.

7

.

8

ที่สำคัญคือตอนนี้สุขภาพเขาดีขึ้นมากเลยค่ะ ไม่ต้องทานยาลดความดันแล้ว ไม่มีอาการบวมน้ำที่ขา เดินเหินสะดวก และมีความมั่นใจมากขึ้นแล้ว

เรื่องราวนี้ก็หวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจของใครหลายๆคน ที่กำลังอยากลดน้ำหนัก อาจจะทำยากไปสักหน่อย แต่เชื่อว่า ถ้ามีความตั้งใจแล้ว เป้าหมายคงไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอนนะคะ