แชร์วนไปเรื่องนี้ดีมาก !! “มะเร็งที่รัก” จากสบประการณ์ตรง เมื่อพบว่าตัวเองป่วย ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดถ้ารู้วิธีรับมือ

ใครจะคิดล่ะว่าชีวิตจะเหมือนหนังในละคร เอ๊ะหรือละครเอามาจากชีวิต ตอนเด็กๆเคยดูละครช่อง 3 เรื่องหนึ่งชื่อไรไม่รู้ ใครรู้บอกที่ เพื่อนนางเอกป่วยเป็นมะเร็ง แล้วอยากไปเรียนหนังสือมาก สุดท้ายก็ตาย จนมีความคิดที่ว่า อยากลองเป็นมะเร็งแล้วไม่ได้ไปเรียนหนังสือแล้วร้องไห้อยากเรียนเหมือนในหนัง ไอ้หอกฝันเป็นจริง TT ความคิดสมัยประถม ส่งผลลัพธ์มาตอนจบชั้นมัธยม

2

สวัสดีค่ะ ปีนี้  2016 อยู่ในยุคที่อะไรๆ ก็มีแต่การรีวิว วันนี้ (ขอแทนตัวเองว่าเรานะคะ) เราก็มารีวิว หรือว่าการแชร์ประสบการณ์ที่เจอมากับตัวเอง หลายคนคงรีวิวการลดน้ำหนัก รีวิวครีม รีวิวอาหารคลีน แต่ไม่ค่ะเราไม่ใช่คนที่ดูแลตัวเองจนถึงขั้นเป็นกูรูอะไรแบบนั้น แต่เป็นกูรู้ค่ะ เพราะเจอมากับตัว ฮ่าๆ  ขอบอกก่อนนะคะว่าเป็นคนที่ป่วยเยอะป่วยหนัก แต่ไม่บ่อย ปีละครั้งสองครั้ง (ไม่บ่อย) เป็นมาสารพัด ทั้ง ธาลัสซีเมีย(เลือดจาง) ผ่าฟันคุด ไข้เลือกออก และ มะเร็ง!!!รังไข่ ชีวิตแบบจะดราม่าอะไรขนาดนั้น แต่พวกโรคเหล่านี้ยังแพ้อยู่โรคะนึงค่ะ โรคคิดมาก จริงๆนะคะ ต่อให้เราป่วยหนักแค่ไหน ถ้าเราไม่คิดมากกับมัน เรามีความสุขได้กับทุกปัญหา เราจะโคตรเทพ โคตรเก่งเลยค่ะ ซึ่งบางครั้งก็ทำไม่ได้เป็นคนคิดมากพอสมควร พูดนอกเรื่องมาก็เยอะ เข้าเรื่องดีกว่า วันนี้เราจะขอมารีวิวเรื่องมะเร็งรังไข่ นะคะ เป็นความรู้สึกและก็การปฏิบัติตัวของเราเองโดยไม่ได้อ้างอิงข้อมูลวิชาการใดๆ ควรใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ

ตอนที่ 1 ช่วงสังเกตตัวเอง
ตอนนั้นย้อนไปปี 2555 พึ่งจบการศึกษาชั้น ม.6 จาก รร. ชื่อดังแห่งหนึ่งที่ติดริมหนองหาร ช่วงที่หลายๆคนตรึงเครียดและจริงจังในการรอผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ แต่เราไปเที่ยวทะเล ชีวิตดี้ดีเงียบสงบ ฟงแฟนก็ไม่มี เพื่อนก็มีสองสามคน วันๆคุยกับหมากับแมว หลังจากกลับมาจากทะเล ใช้ชีวิตดั่งพระราชามีมารดาหามาให้รับประทาน ประหนึ่งเหมือนคนพิการก็ว่าได้ เย็นวันนั้นหลังจากกินข้าวอิ่ม ด้วยความมั่นใจในสรีระ ชวนแม่มานอนอวดพุงกัน ใครใหญ่กว่ากันนะ แม่สังเกตเห็นค่ะว่ามีความผิดปกติ “ท้องคืออองเต่าแท้ (เหมือนกระดองเต่า) ทำไมนอนแล้วมันบ่ยุบให้แม่จับเบิ่งดุ’’ ด้วยความที่แม่ชอบในด้านการรักษาและวินิจฉัยสัตว์และมีความชำนาญในการสังเกต แม่ใช้มือจับและกดพบว่ามีน่าจะมีก้อนหรือไม่ก็ถุงน้ำ (ปล.แม่เป็นแม่บ้านชำนาญการพิเศษ ไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์ใดๆ) หลังจากนั้นเราก็คิดว่าเราน่าจะอ้วน หาท่าออกกำลังกายค่ะ หลังจากออกกำลังกายได้ 1 วัน โดยมีท่าที่ใช้ท้องดันกับพื้น ทำให้เกิดอาการปวดท้องเล็กน้อย จึงไปปรึกษาอาที่เป็นพยาบาลค่ะ ท่านแนะนำให้ไปพบแพทย์โดยด่วน เรารีบไปตรวจที่ รพ ทหารแห่งหนึ่ง และได้รับการอัลตราซาวพบว่ามีก้อนเนื้อและถุงน้ำที่รังไข่ข้างซ้าย เนื่องจากอายุยังน้อยมีโอกาสสูงที่จะเป็นมะเร็ง ต้องรีบผ่าตัดโดยด่วน หาหมอเสร็จสับเราก็ได้นัดว่าอีก 2 เดือนผ่า ซึ่งกลัวมาก กลัวที่จะได้ผ่าที่ รพ ในเมือง เพราะมีความคิดตอนนั้นที่ว่าอยากจะรักษาโรงพยาบาลใหญ่กลัวการผิดพลาด ได้ไปปรึกษากับแม่ แม่ด่าเลยจ้า เปลืองเงินจะไปทำไม รพ ใหญ่ๆ ในจังหวัดหมอเก่งๆมีเยอะแยะ  ซึมไปเป็นสองสามวัน คิดแต่ว่าแม่คงเครียดเลยอารมณ์ร้อน หลังจากนั้นแม่ก็มาบอกเราว่าจะไปรักษาที่ รพ ที่ขอนแก่นเพราะหมอที่นั่นเก่งและเราอาจจะได้เป็นกรณีศึกษา เพราะเกิดในเด็กมีไม่มากนัก (มองการณ์ไกลตลอดคุณนายแม่)
*สำหรับการเลือก รพ. นั้น มีส่วนสำคัญจากประสบการณ์คือ ถ้าเราจะต้องมีการผ่าตัดที่คาดว่าเป็นโรคมะเร็งนั้นควรจะรับการผ่าตัดที่ รพ. ที่สามารถรักษามะเร็ง เพราะหากเราผ่าตัดที่ รพ. อื่นแล้วนำมารักษามะเร็งต่อ อาจจะได้รับการผ่าตัดใหม่ บุคคลที่รู้จักหลายท่านผ่าตัดจาก รพ. ใน จังหวัด แล้วเมื่อนำมารักษามะเร็งต่อก็ได้รับการผ่าตัดใหม่เนื่องจากมีความกังวลที่ว่าอาจนำเนื้อร้ายออกไม่หมด

3

ตอนที่ 2 ช่วงผ่าตัด
หลังจากได้รับอนุมัติจากคุณนายแม่ว่าให้มาผ่าตัดที่ รพ. ใน ขอนแก่นได้ เราก็มีความตื่นเต้น ว่าจะได้เที่ยวขอนแก่นก่อน แต่ความเป็นจริงนั้น กว่าจะขี่รถขึ้นเขาอันสูงชัน กว่าจะผ่านโค้ง grill Snake อันแสนคดเคี้ยว กว่าจะผ่านหลุมดำต่างๆบนท้องถนน พบว่าตัวเองนอนขดมือกุมท้องตลอด 4 ชม ของการเดินทาง เนื่องจากที่เราได้ออกกำลังกายลดหน้าท้องเพียง 1 วัน ทำให้เราปวดท้อง เมื่อขึ้นรถเกิดการกระทบกระเทือนเด้งซ้ายเด้งขวา ทำให้ปวดท้องจนอดชมวิวนกไม้ป่าข้างทาง นอนร้องเอ๋งๆจนถึง ขอนแก่น เมื่อถึงที่ รพ. ยื่นเอกสารต่างๆจ่ายเงินสด และทำเรื่องจ่ายตรงเพื่อเบิกย้อนหลัง ถือว่าโชคดีมากที่ป่วยตอนอายุไม่ถึง 20 ปี ไม่งั้นละก็ไม่อยากจะคิด ซึ่งเราก็ได้รับการตรวจและนัดผ่าตัดหลังจากนั้นน่าจะประมาณ 4 เดือน
เวลาล่วงเลยไป เราก็เข้ารับการผ่าตัดเดือน พ.ค. 2555 ช่วงที่รอการผ่าตัดเราจองห้องพิเศษซึ่งจองแบบไม่รู้ฟ้าฝนอะไร จองห้อง VIP  หมดคืนตั้งหลายพัน (หลังจากนั้นก็จองห้องพิเศษธรรมดา ขอมีที่ซุกหัวนอนพอ)  ซึ่งการเตรียมการผ่าตัดนั้นเราต้องอดอาหารและทำการล้างท้อง (จำไม่ได้เรื่องนานแล้ว) เช้าวันที่รอการผ่าตัดเราก็นอนรอบนเตียงที่แข็งมากกกก -3-  จนทำให้เราซึ่งนอนอยู่เฉยๆไม่เป็น ลุกขึ้นมาเพราะปวดหลัง พยาบาลวิ่งกูกันเข้ามา นึกว่าเรากลัวการผ่าตัด ซึ่งความจริงไม่ได้กลัวเลยเพราะกลัวแม่เป็นห่วงมากกว่า เราต้องเข้มแข็ง แล้วก็เข้าห้องผ่าตัด จำได้ว่าหมอบอกว่า “คุณหมอจะติดเครื่องวัดคลื่นหัวใจนะครับ ” คือได้ยินแค่นั้น เออ สลบตอนไหนวะ งงมากจนถึงทุกวันนี้  รู้ตัวอีกทีเรียกหาแม่ลืมตาขึ้นมา มองอะไรไม่เห็นมันมัวไปหมด แล้วก็สลบต่อ แม่เล่าว่า ตอนแรกก็นั่งรอ เข้าผ่าตัดตั้งแต่ 10.00 น. จนแม่หิวข้าว ช่วง 14.00 น. เลยไปกินก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เราผ่าตัดเสร็จ แม่บอกว่าหมอเห็นเราพื้นแล้วก็ร้องไห้หาแม่แล้วหลับไป” พอมาคิดย้อนหลังแล้ว แม่คือหญิงแกร่งมาก เป็นกำลังใจที่เราผ่านเหตุการณ์ร้ายๆมา เป็นแรงผลักดันของเรา เข้าเรื่อง หลังจากผ่าตัดเสร็จเข้าห้องพิเศษ VIP ของเรานั้นแล้ว ก็เกิดอาการปวดหลัง ปวดตัว (สำออย) ปวดไปหมด ไม่ว่าใครมาก็ใช้เขานวดหมด 555 ทั้งแม่ ยาย ป้า น้า จนแต่ละท่านนอนสลบไปเลยทีเดียว หลังผ่าตัดเราก็ได้อดอาหารเพราะตัดไส้ติ่งไปด้วย ผ่าวันแรกมีอาการเจ็บจึงได้ฉีดมอฟีน ผลปรากฏว่าเมายาอ้วก เวียนหัว เจ็บหนักกว่าเดิม อดทนเอาดีที่สุดเลิกฉีดยา และต่อมาก็แน่นหน้าอก มีการตรวจคลื่นหัวใจพบว่า เป็นลมดันท้องเฉยๆ – – “  เคสของเราจะเป็นเคสที่มีการระวังเป็นพิเศษ เพราะ 1. ตัวเล็ก 2. เป็นเด็ก 3. มีโรคประจำตัวคือธาลัสซีเมีย ซึ่งคุณหมอกลัวจะมีการช๊อค หรืออาจะแพ้เลือด ซึ่งเราก็ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เลยยยยยยยยย  มีแต่อาการสำออย 555 หลังจากผ่าตัดได้สองวันก็ได้เริ่มกินอาหารเหลวเป็นน้ำ ซุปรสชาติจืดชืด พอวันที่ 3 เราก็เริ่มไปหัดเดิน ครบ 7 วันก็กลับบ้านได้คุณหมอนัดอีก 6 เดือนฟังผลว่าเป็นมะเร็งหรือไม่

ตอนที่ 3 ระหว่างรอฟังผล
หลังจากที่เรากลับมาอยู่บ้าน ก็เป็นช่วงเปิดภาคเรียนเราขึ้นชั้นปี 1 มหาลัยใกล้บ้าน คณะวิท.. เอกที่บางคนไม่รู้ว่ามี  หลังจากออกจาก รพ. ได้ 21 วันเราก็ไป มหาลัย ไปขอยกเว้นการเข้าร่วมกิจกรรม ไปพบอาจารย์ที่ปรึกษา ไปเจอเพื่อนๆ ซึ่งเราแผลหายแล้ว ทุกคนตกใจมาก 21 วันไปเรียน แต่ยังไม่ตัดไหม แต่จำไม่ได้แล้วว่าตัดไหมเมื่อไหร่
การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด
1.    กินอาหารครบห้าหมู่
2.    ไม่กินอาหารหมักดอง
3.    ไม่กินไก่ เนื้อวัว เนื้อเป็ด
4.    ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
5.    ไม่ยกของหนัก
6.    อย่านั่งๆนอนๆ ทำงานเล็กๆน้อยๆบ้าง
หลังจากเรียนไปได้ซักพัก เดือนสองเดือน ก็ถึงเวลาไปฟังผลตรวจ เราก็เดินทางไปที่ ขอนแก่น สิ่งแรกที่หมอพูดคือ
“ไม่ได้เตรียมกระเป๋ามาหรอครับ” แม่ตกใจ จึงถามไปว่า “ไม่ค่ะ เตรียมทำไมคะ”  “ยังไม่ทราบหรอครับว่าเป็นมะเร็งถ้าเตรียมมาจะได้รักษาเลย”  เราได้แต่มองหน้าแม่อ้าวไหนว่ามาฟังผล นี่ให้เวลาเราทำใจหรอกหรอ เมื่อตรวจเสร็จเราก็เดินทางกลับแม่เดินมาถึงวงเวียนหน้า รพ แม่นั่งร้องให้ ร้องไห้ และร้องไห้ ซึ่งเราได้แต่ยืนปลอบ และคิดในใจว่า แม่ลูกเป็นมะเร็งนะแม่ ไม่ใช่แม่  เราพูดเพียงว่า “จะคิดมากทำไมมันเป็นไปแล้วรู้ตั้งนานแล้วว่าจะเป็น เด็กอายุแค่นี้มีก้อนเนื้อไม่เป็นก็แปลกแล้ว ปะๆ กลับบ้านคนเป็นยังไม่คิดมากเลย”

4

ตอนที่ 4 คีโม
โถ่สุดท้ายก็ไม่รอด(ไม่รอดจากการเป็นมะเร็งแต่รอดตาย) แม่จัดการกู้เงินสหกรณ์ ซึ่งตอนแรกมีคนค้านไม่ให้กู้บอกว่าสามารถเบิกได้จะกู้ไปทำไม แม่ยืนร้องไห้หน้าที่ประชุม ลูกทั้งคนป่วยเงินก็ไม่มีค่ารถจะให้ไปอย่างไร ค่าอาหาร ค่าห้องพัก ค่าอื่นๆ ผลสรุปได้หนี้มาเพิ่มอีก 1 แสน (ปัจจุบันก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หนี้เก่าก็ยังไม่หมด)  เราจัดการยืนใบลาไปทำการคีโมที่ รพ. ครั้งแรกที่รักษานั้นเราได้รักษาในห้องรวมเพราะต้องมีการติดตามผลตลอด ซึ่งเป็นห้องรวมที่ สะอาดและดูปลอดภัยมาก จะพูดว่าน่าอยู่ก็คงจะไม่ใช่ 555 ซึ่งห้ามญาตินอนเฝ้าไข้ แต่ของเรายกเว้นเป็นกรณีพิเศษเพราะอายุน้อย และเนื่องจากหาที่พักไม่ทันและจริงๆต้องการอยู่ห้องพิเศษ คืนแรกผ่านไปด้วยดีกับการให้เลือด คืนที่ 2 ได้ห้องพิเศษ จึงจัดการย้ายและทำการคีโม โดยเข้าทางสายน้ำเกลือ ตอนแรกจะเข้าน้ำเกลือก่อน 1 ขวด และจะเข้ายาต่อพร้อมกับน้ำเกลือ โดยต้องปิดแอร์ เนื่องจากกลัวการระเหยอาจเป็นอันตราย วันแรกมีอาการอ้วกเล็กน้อย และกินอาหารไม่ได้เนื่องจากจืดชืดมาก ก็มีการซื้อขนม นม อาหารต่างๆมาแอบกินบ้าง ซึ่งเราเป็นคนที่เห็นแก่กินและเสียดายของมาก เราจึงอ้วกเพียงครั้งเดียว ทำการคีโมอยู่ที่ รพ ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วก็กลับบ้านได้ พักอีกสองสัปดาห์ก็มาทำการคีโมใหม่ ช่วงแรกๆนั้นเราก็ไปเรียนตามปกติขี่สองแถวเดินเรียน เล่นกับเพื่อน กินข้าวต้ม แต่ก็มีเหตุการณ์ทำให้เราต้องหยุดพักการเรียน เนื่องจากเราเริ่มมีผลข้างเคียงคือผมร่วง เราจึงแทบจำไม่หวีผม ละเราก็ซอยสั้น จนมีการเข้าค่ายบนภูซึ่งเราก็เก็บกระเป๋าเตรียมที่จะไปปีนเขา (สภาพนี้ยังจะไป) แต่เราก็มีไข้จึงไปหาหมอฉุกเฉินซึ่งก็ไม่ได้รับการรักษาที่ดีนัก เรากลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้าและบอกเพื่อนๆว่าเราไปปีนเขาไม่ไหว เช้าวันต่อมาเราไปหาหมอที่ รพ เดิม พบว่าเราเป็นเริมปากเราเริ่มมีตุ่มเนื่องจากเมื่อวานกินลำไยไปสามเม็ด  เราได้ย้ายไปที่ รพ ประจำจังหวัดและเข้ารักษาเริม ซึ่งมีการให้ยาทางสายน้ำเกลือเหมือนกับการทำคีโม เราเป็นไข้หนักมาก จึงได้อยู่ห้องปลอดเชื่อ และมีการห้ามเยี่ยมในช่วงแรก และบางครั้งก็แอบคุณพยาบาลให้เพื่อนมาเยี่ยม เราได้แต่นอนอยู่ใน รพ. เป็นเวลา 7 วัน ทำให้เราพบว่า ผมเราร่วงเยอะมาก คือน่าจะประมาณ 60 % แต่มันยังไม่หลุดออกไปจากหัวเพราะว่ามันพันกันและกองกันบนหัว และเหม็นมาก เราบอกแม่ขอให้ซื้อมีดโกนหนวดมาโกน ตอนแรกแม่ปฏิเสธเพราะกลัวไม่สวยจะให้ไปโกนที่ร้าน แต่เราบอกตรงนี้แหละตอนนี้ด้วย กลัวผมร่วงแล้วจะน่ากลัวเหมือนโปรแกรมหน้าวิญญาณอาฆาต พอเราโกนผมออก ไปส่องกระจก โอ้โหนึกว่าศิษย์เส้าหลิน หลังจากออกจาก รพ เราจึงทำการใส่ชุดนอนสีส้มซะเลย 555  ไปใส่บาตรพระ พระท่านบอก อ้าวมาจากวันไหนกัน มีการแซว  จริงๆแค่เป็นคนที่ชอบสีส้มไม่ได้มีการล้อเลียนอะไรทั้งสิ้น หลังจากผมร่วงเราก็ยังคงไปเรียนเช่นเคย ไม่ได้มีผลอะไร ต่อชีวิต ไปทำคีโม โดยมีหลักคิดที่ว่าขี่สองแถวคนละ 9 บาท ดีกว่าขี่แท็กซี่ 100 จนทำให้ครั้งนั้นมีไข้สูง ซึ่งเราไม่รู้สึกว่าเป็นไข้เลยสักนิดเดียว เนื่องจากถูกละอองฝน เราจึงไม่ได้ทำคีโม และก็ได้รักษาอาหารไข้หวัดแทนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ จนทำให้เรากลับมาพิจารณาว่านี่เราอ่อนแอขนาดนั้นเชียวหรือ จนทำการพักการเรียน เพราะเกรงว่าไปเรียนแล้วป่วยจะทำให้คีโมไม่ได้และจะเสียทั้งเงินและเวลา หลังจากนั้นก็จริงจังกับการทำคีโม อยู่บ้านวันๆเอาแต่นั่งๆนอนๆ แม่ห้ามออกจากบ้านแล้วมีการออกกำลังกายเล็กน้อย ในบ้าน !!! เช่น บีบลูกบอลโดยใช้มือ -3- เพื่อให้เส้นเลือดในข้อมือชัดขึ้น  และเมื่อถึงเวลากิจวัตรประจำวันตอนที่อยู่ รพ คือ แอบกินมาม่า แอบกินก๋วยเตี๋ยว แอบกินสาหร่าย อาบน้ำโดยใช้สบู่เหลวเด็ก ไม่ทาครีมทาแป้ง -3- ไม่กินไก่ เนื้อ ของหมักดอง แทบจะไม่ได้กินอะไร เวลาว่างทำสามอย่างคือ หายตัวออกจากห้องไปคุยกับห้องรวมจนพยาบาลวิ่งตามหา ไม่ก็ออกไปนั่งดูหนัง ณเดช ญาญ่า และอีกอย่างคือวาดรูป อ่านการ์ตูน  อีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบทำคือ นั่งฟังอาจารย์หมอสอนนักศึกษาแล้วพอท่านไปเราก็จะจด เพื่ออะไรไม่รู้ แต่รู้แค่ตอนนั้นอยากเรียนหนังสือ จำได้จะมีคำถามที่ว่า เคสแบบนี้เรียกว่าอะไร ซึ่งไม่มีใครตอบได้ เราตอบได้เว่ย อิมเมสชั่วพาราโตมา (ไม่แน่ใจว่าศัพท์จริงๆคืออะไรได้ยินมาประมาณนี้) ได้แต่คิดในใจ และคิดถึงเพื่อนอยากไปเรียนหนังสือจัง เป็นไงล่ะเรียนมาตั้งแต่ ปี 2555-2559 ก็ยังไม่จบ เพื่อนจบหมดละ   มีเพื่อนบอกว่าให้เขียนรีวิว เผื่อให้กำลังใจใครซักคน มันเป็นบุญนะเว่ย เพื่อนบอก ถึงตอนนี้ เราก็ไม่รู้จะมีใครอ่านมาถึงไหม แต่ขอบคุณที่เข้ามาอ่านจนถึงนะคะ ขอบคุณที่อ่านเราเพ้อเจ้อ หากท่านใดมีญาติที่ป่วย หรือ ว่าท่านป่วยเอง เราอยากจะบอกว่า ทุกอย่างสิ่งสำคัญอยู่ที่ความคิด หากเราคิดว่าเราจะไม่ไหวเราก็จะไม่ไหว หากเราคิดว่าเราจะท้อเราก็จะท้อ แต่ถ้าหากเราคิดว่าเราเก่งเราสู้ไหว เราก็จะเก่งและสู้ไหว สำหรับตัวเราเราคิดว่าเราจะไม่อ้วกเราจะอ้วกแค่ครั้งเดียว ตลอดการทำคีโมเราอ้วกแค่ครั้งแรกค่ะ เรากินอาหารได้ เราอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี ทุกอย่างอยู่ที่ใจค่ะ อยู่ที่ความคิด เราไม่ใช่คนคิดบวก แต่โชคดีที่ตอนนั้นเราเป็นคนคิดน้อย คิดแต่เรื่องที่เราคิดว่าสนุก คิดแต่ว่าถ้าหายเราจะทำอะไร คิดแต่ข้างหน้าค่ะ ไม่ต้องกังวลค่ะ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ที่สำคัญก็คือการดูแลตนเอง หากเราไม่คิดมากแต่ยังทำพฤติกรรมที่ไม่ดีก็ทำให้เราแย่ได้ค่ะ ถ้าป่วยเราควรทำตามที่แพทย์แนะนำค่ะ อย่างเคร่งครัด  รักตัวเองให้มากๆนะคะ สวัดดีค่ะ

ตอนพิเศษ
เคยมีครั้งหนึ่งเราได้อยู่ห้องรวม ที่มีเพียงสองเตียง และเตียงข้างๆ น่ากลัวมาก ผอมและผมร่วงแบบไม่โกนออก ตอนแรกยอมรับว่ากลัวค่ะ ไม่เคยเจอคนเป็นหนักแบบนี้ ด้วยความที่แม่เป็นหญิงสาวอัธยาศัยดีจึงได้สอบถามและรู้ว่าคุณป้าคนนั่นอายุไม่ได้มากนักและที่เฝ้านั้นคือสามี ซึ่งเราคิดว่าลูกชาย  แต่หลังจากป่วยก็ทรุดกินอาหารไม่ได้ กินได้แต่ปลาร้า แกงหน่อไม้ส้มตำ กินอย่างอื่นจะอ้วก ซึ่งของเหล่านั้นเราไม่กินค่ะแม่ห้าม แม่จึงแนะนำว่าไม่ควรกินนะคะเพราะว่ามันอาจจะมีผลต่อร่างกายเพราะเป็นของหมักดอง ตอนแรกท่านก็ดูจะไม่ทำตาม และไม่ยอมกินอะไร แม่เราจึงซื้อสาหร่ายมาให้เรา  เราก็กินด้วยความหิวโหย ซึ่งไม่ได้อดอยากนะคะเป็นสันดาร จนคุณป้าขอลองชิม และหลังจากนั้นท่านก็ยอมทำตามที่แม่แนะนำ ด้วยการเลิกกินปลาร้า
ปล. เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเห็นแก่กินช่วยเหลือผู้คนได้ 55555