เปิดประวัติรถทรงโปรดของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙” ซึ่งเป็นคันเดียวที่เกิดอุบัติเหตุเมื่อปี 2491

เปิดประวัติรถทรงโปรดของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙” ซึ่งเป็นคันเดียวที่เกิดอุบัติเหตุเมื่อปี 2491

1

 

เปิดประวัติพระราชรถทรงโปรดและเป็นคันที่เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้
รถยนต์ที่ท่านทรงใช้ประทับขับก็คือ Fiat 500 Topolino ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Topolino ในภาษาอิตาลีแปลว่า Little Mouse ที่มาของชื่อเจ้าหนูน้อยนี้มาจากครื่องยนต์ที่เล็กจิ๋วเพียง 500 cc ที่ยุโรปรถ Fiat 500 ยังเป็นที่นิยมกันจนถึงปัจจุบัน เพราะด้วยความเล็กกะทัดรัดของตัวรถและเครื่องยนต์ (เห็นไหมว่าท่านทรงมีความพอเพียงและคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยใหนๆ แม้แต่รถยนต์ก็ทรงใช้เครื่องยนต์เล็กเพราะทรงคิดว่าจะทำให้ประหยัดน้ำมัน) แถมการทำประกันรถคันนี้ก็ราคาสบายกระเป๋าเพราะว่าเครื่องยนต์ที่เล็ก
2
และแล้วเหตุการณ์ที่ประชาชนคนไทยไม่อยากรับทราบก็เกิดขึ้น และเป็นที่ทราบกันดีเหตุที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระเนตรเทียมข้างขวา (มีพระเนตรข้างซ้ายปกติเพียงข้างเดียว) ทรงงานมาตลอดระยะเวลา 60 ปี สาเหตุของการสูญเสียพระเนตรมาจากอุบัติเหตุรถยนต์ Fiat Topolino ณ ที่แห่งหนึ่งใกล้ๆ เมืองโลซานน์
อุบัติเหตุครั้งนั้น
วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2491 รถยนต์ตอนเดียวเล็กๆ คันหนึ่ง แล่นอย่างรวดเร็วตามถนนผ่านเมืองมอร์จมุ่งสู่นครเจนีวา โดยผู้ขับมิได้คาดการณ์ว่า รถบรรทุกที่อยู่ข้างหน้าจะหยุดอย่างกะทันหันเพื่อมิให้ชนผู้ขี่จักรยานสองคนบนถนน แม้ผู้ขับรถยนต์คันเล็กจะเหยียบห้ามล้อทันควันก็ช่วยอะไรไม่ได้ เสียงห้ามล้อดังสนั่น แล้วรถยนต์คันเล็กก็ปะทะท้ายรถบรรทุกเข้าอย่างจัง ผู้ขับรถยนต์คันเล็กนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงได้รับบาดแผลฉกรรจ์ที่พระเนตรข้างขวา โดยผู้เสด็จในรถพระที่นั่งคือ นาย อร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ได้รับบาดเจ็บกะโหลกศีรษะร้าว
ถึงแม้พระองค์ทรงสูญเสียพระเนตรด้านขวา แต่สายพระเนตรกลับกว้างไกล
จากอุบัติเหตุครั้งนั้น พระองค์ทรงพักฟื้นและกลับมาทำหน้าที่ปกครองประเทศไทยของเราอย่างดีที่สุด ถึงแม้พระองค์จะทรงมีพระเนตรเพียงข้างเดียว แต่สายพระเนตรของพระองค์นั้นกว้างไกลนัก ทั้งพระราชกรณียกิจต่างๆ เราต่างก็รู้ว่าสายพระเนตรของท่าน เห็นถึงพวกเราชาวไทยทุกคน ไม่ว่าเราจะอยู่ภาคใด จังหวัดใด พระองค์ทรงไม่ทอดทิ้งเราหากเราลองใช้มือข้างหนึ่งยกขึ้นปิดตา แล้วจะรู้ว่ายากเพียงใดที่จะทำงาน…นั่นคือความเสียสละอันยิ่งใหญ่เพื่อราษฎรที่รักยิ่งของพระองค์……
เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่าไม่ว่าเราจะเป็นใคร เราจะลำบากแค่ไหน เราก็ต้องทำทุกวันของเราให้ดีที่สุดเพื่อตัวของเราเองและเพื่อทุกๆ คน เอา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของเราเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าเจอเหตุการณ์ใดก็ไม่ท้อย่อ ก้าวข้ามผ่านปัญหาไปอย่างกล้าหาญ