กระจ่างแล้วทางโลก!! เปิดใจ พ.ต.ท. ขอออกจากตำแหน่ง เพื่อลาบวชตลอดชีวิต เผยลาภยศ-ชื่อเสียงที่ฟังแล้วต้องอนุโมทนาบุญ

จากกระแสฮือฮาบนโลกโซเชียล เมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยศ “พันตำรวจโท” รายหนึ่ง ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าเป็น หน.นรต.รุ่นที่ 47 และสอบเข้ามารับราชการตำรวจได้ที่ 1 ของรุ่น ได้เสนอขอลาออกจากราชการก่อนกำหนด early retire โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป เพื่อลาบวชตลอดชีวิต ทำให้ผู้บังคับบัญชาและบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคน ร่วมถึงเพื่อนร่วมรุ่นแปลกใจต่อการตัดสินใจของ “พันตำรวจโท” คนดังกล่าวเป็นอย่างมาก

pic_1

ล่าสุด วันที่ 3 ตุลาคม 2559 ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยจาก “พ.ต.ท. พนมไพร จักรภาส” รอง ผกก.ตม.จ.สมุทรสาคร ว่า ที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสใกล้ชิดครูบาอาจารย์หลายท่านที่เคารพนับถือ และด้วยความที่สนใจเรื่องปฏิบัติสมาธิ ภาวนา มาตั้งแต่เด็ก ๆ กระทั่งมาเรียนเตรียมทหาร เข้า นรต. ก็ยังคงศึกษาปฏิบัติเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอดเท่าที่โอกาสจะอำนวย

piv1

และเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมา ก็ได้มีโอกาสไปปฏิบัติเรียนรู้อย่างจริงจังกับครูอาจารย์ท่านผู้รู้แจ้งฯ หลาย ๆ ท่าน ผลเป็นที่น่าอัศจรรย์ เพราะหลักการดำเนินศีล สมาธิ ปัญญา จนรู้สึกว่า “จิตมันเปลี่ยนไป” ถูกขัดเกลาจนความทุกข์ไม่สามารถเข้าไปกระทบใจได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดค้นพบว่า สิ่งที่เรามุ่งตามหามาทั้งชีวิต คือ การเดินตามรอยพระพุทธองค์และพระอริยเจ้าทั้งหลาย ประกอบกับคิดว่า เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ แม้แต่ลาภยศ และความสรรเสริญไม่ได้จีรังยังยืน

พ.ต.ท. พนมไพร กล่าวอีกว่า หลังลาออกจากราชการแล้ว ตนก็ตั้งใจกลับไปดูแลบุพการีที่ จ.แพร่ และศึกษาปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาควบคู่กันไป เพราะชีวิตของเราจะเหลืออีกเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรู้ สุดท้ายจึงตั้งจิตเป็นสัจจะอธิษฐาน อายุครบ 45 ปี ซึ่งถือว่าอยู่มาเกินครึ่งชีวิตแล้ว ขอทำตามความมุ่งหวังสูงสุดของชีวิต ซึ่งวัยขนาดนี้กำลังดี ยังพอมีเรี่ยวแรงใช้ความเพียรขัดเกลาจิตใจได้ ทางพ่อแม่ก็ได้พูดคุยหารือท่านมาหลายปีแล้ว ท่านก็ไม่ขัดข้อง

559000010250901

พ.ต.ท. พนมไพร กล่าวอีกว่า เรื่องของตนไม่ได้น่าสนใจแต่ประการใด ยังมีเรื่องราวของครูบาอาจารย์ท่านอื่นที่น่าสนใจกว่าและได้ทำคุณประโยชน์ต่าง ๆ ไว้มากมาย ส่วนผู้บังคับบัญชาก็ได้ไถ่ถามตนอยู่หลายครั้งถึงการตัดสินใจเรื่องขอลาออก ซึ่งตนก็ยังยืนยันคำตอบเดิม

ที่ผ่านมา ตนรู้สึกภูมิใจและดีใจมากที่ได้เป็นเพื่อนร่วมรุ่น นรต.47 มีโอกาสได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขอาบเหงื่อต่างน้ำมาด้วยกัน จนแยกย้ายออกมารับใช้ชาติ ตนชื่นชมและยินดีกับความสำเร็จ ความเจริญก้าวหน้าของเพื่อน ๆ ทุกคนในวิถีชีวิตตำรวจ ตามที่แต่ละคนปรารถนา และขอยืนยันว่า ไม่ได้มีปัญหาเรื่องงาน ทั้งยังมีความพอใจและมีความสุขดีในหน้าที่ราชการปัจจุบันด้วยซ้ำ แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเกิดความสุกงอม ไม่วันนี้ก็วันหน้าที่จะต้องลาออก ผู้บังคับบัญชาจึงเข้าใจในความประสงค์ของตน

พ.ต.ท. พนมไพร กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้ ตนจะกลับไปอยู่ดูแลพ่อแม่ที่บ้านสักระยะก่อน เมื่อถึงเวลาก็จะละทางโลกตลอดไป ไปฝึกฝนทุ่มเทชำระจิตใจให้เห็นผลกับครูบาอาจารย์สายพระป่า พระปฏิบัติ ตามแนวทางที่ท่านทั้งหลายได้เคยดำเนินมา อย่าถามว่าไม่เสียดายสิ่งต่าง ๆ หรือ ทั้งเงินทอง ลาภยศ พ่อแม่ พี่น้อง ลูกเมีย ฯลฯ และแม้กระทั่งร่างกายเราเอง สักวันก็ต้องจากไปทั้งหมด แต่สิ่งที่ทำไว้แล้วไม่แปรเปลี่ยนไปไหน คือ จิตที่ชำระขัดเกลาไว้ด้วยบุญกุศล ถ้ายังต้องมาเกิดอีกก็จะมีคุณภาพจิตตามที่เราบำเพ็ญสั่งสมไว้