เฮ้ย!มีจริงเหรอนี่? “หมู่บ้านแวมไพร์” ที่ผู้คนโดนแดดไม่ได้ ผิวจะไหม้เป็นแผลเหวอะหวะ สยองสุดๆ

เป็นเรื่องราวสุดแปลกประหลาดของชาวบ้านในหมู่บ้านอะราราส ในกรุงเซาเปาโล ของบราซิล ที่ผู้คนกว่า 600 จากทั้งหมด 800  คน เป็นโรคกลัวแดด เผชิญแสงอาทิตย์ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นผิวหนังจะเกิดอาการพุพองเหวอะหวะ บางรายบาดแผลถึงกับกัดกินเนื้อบนใบหน้าแหว่งหายไป ด้วยอาการเช่นนี้ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่หลบหลี่ยงการใช้ชีวิตกลางแจ้ง จึงทำให้สภาพหมู่บ้านแลคล้ายเป็นหมู่บ้านแวมไพร์ไปเสียอย่างนั้น 

 

แท้จริงแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ ป่วยด้วยโรค “ซีโรเดอร์มา พิกเมนโตซัม” (Xeroderma Pigmentosum) หรือโรคเอ็กซ์พี เป็นโรคที่เซลล์ผิวหนังไวต่อแสงแดดผิดปกติ ไม่สามารถป้องกันตัวเองจากรังสียูวีได้ โดยในจำนวนผู้ป่วย 600 คน มี 20 คนที่มีอาการเข้าข่ายเป็นมะเร็งผิวหนังขั้นร้ายแรง

ดจัลมา จาร์ดิน หนึ่งในผู้ป่วยโรคเอ็กซ์พีขั้นร้ายแรง ต้องสูญเสียดวงตาข้างหนึ่งไปจากอาการของโรคดังกล่าว ส่วนตาอีกข้างที่เหลือก็ต้องอาศัยแผ่นปิดตาปิดเอาไว้ เนื่องจากผิวหนังเปลือกตาด้านนั้นของเขาถูกทำลาย จนไม่สามารถปิดตาได้ด้วยตัวเอง 

“ถ้าผมโดนแดด มันจะรู้สึกเหมือนถูกเผาเลย แล้วพอผมเข้านอน ตื่นมาอีกวันก็จะเจอตุ่มเล็ก ๆ ผุดขึ้นมา และมันก็จะขยายวงออกไปเร็วมาก เหมือนกับที่เป็นแล้วในตาข้างหนึ่งของผม ตอนนี้แผลก็ยังลามอยู่เลย มันเป็นโรคที่เลวร้ายมากจริง ๆ” ดจัลมาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของรายการ Body Bizzare ช่อง TLC ของอเมริกา ที่เดินทางไปทำสารคดีโรคประหลาดที่หมู่บ้านดังกล่าว เพื่อจะนำออกอากาศในวันพฤหัสฯ นี้ (20 สิงหาคม) และน่าสลดเหลือเกินที่ได้รับทราบว่า หลังจากนั้นอาการของเขาก็ทรุดลง และเสียชีวิตในที่สุด

ครอบครัวของดจัลมาได้สูญเสียญาติไปแล้วคนหนึ่งจากโรคเดียวกัน ขณะที่พี่ชายและน้องสาวของเขาก็มีอาการของโรคผิวหนังประหลาดนี้ด้วย

กลีซ มาชาโด เจ้าของร้านขายของในหมู่บ้านซึ่งกลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญส่งสัญญาณบอกโรคประหลาดนี้คนอื่น ๆ ได้รับรู้ จนเป็นที่สนใจของสื่อต่าง ๆ เผยว่า “บางคนคิดว่ามันเป็นโรคติดต่อทางเพศ บ้างก็ว่าเป็นบทลงโทษจากพระเจ้า” 

ในที่สุด ดอกเตอร์คาร์ลอส เมนก์ นักพันธุศาสตร์จากกรุงเซาเปาโล พร้อมทีมผู้ช่วย ก็ได้โดดเข้ามาช่วยไขปริศนาโรคประหลาดที่ทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยกันค่อนหมู่บ้าน และเมื่อทำการทดสอบชาวบ้านทุกคนก็พบว่า ผู้ป่วยกว่า 600 คนมียีนแฝงของโรคเอ็กซ์พีอยู่ ก่อนจะทำการสืบลงไปจนทราบว่า น่าจะมีต้นกำเนิดมาจาก 3 ครอบครัวชาวโปรตุเกสผู้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในหมู่บ้านนี้เป็นกลุ่มแรก ๆ และก็มีการแต่งงานข้ามกันไปมาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน จนเกิดทายาทที่แสดงอาการของโรค และยีนแฝงก็ถ่ายทอดต่อ ๆ กันมานับแต่นั้น

น่าเศร้าที่ในปัจจุบันแพทย์ยังไม่สามารถหาหนทางรักษาโรคประหลาดทางผิวหนังนี้ได้ ทำได้เพียงแค่รักษาตามอาการ และให้ความรู้พร้อมแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งนั่นก็คือการใช้ชีวิตแต่ในร่ม ห้ามเจอกับแสงแดดเด็ดขาด