คลังสั่งตรวจเข้ม!! มีพวกมั่วนิ่มลงทะเบียน คนจน ทั้งต่างด้าว-ตาย-รวยเป็นล้าน เผยจำนวนยอดเห็นแล้วน่าตกใจ

ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อมูลผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 8.3 ล้านคนใหม่อีกรอบ เพื่อดำเนินมาตรการเพิ่มรายได้ผู้มีรายได้น้อย ด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี รายละ 3 พันบาท ส่วนผู้มีรายได้เกินกว่า 3 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี จะได้รับรายละ 1.5 พันบาท ที่ต้องเลื่อนจ่ายเงินจากเดิมกำหนดไว้วันที่ 1 ธันวาคม เนื่องจากต้องตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะได้รับให้ชัดเจนว่า ก่อนหน้านี้พบว่าข้อมูลด้านรายได้ของผู้ลงทะเบียนคลาดเคลื่อน จึงต้องนำข้อมูลทั้ง 8.3 ล้านรายไปตรวจสอบใหม่ทั้งหมด โดยปัญหาที่พบ อาทิ มีรายได้เกินกว่า 1 แสนบาทต่อปี บางรายเสียชีวิตไปแล้ว และยังมีปัญหาต่างด้าวมาลงทะเบียน ไม่ทราบว่ามาได้อย่างไร ดังนั้น ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน หากตรวจสอบแล้วเสร็จก็พร้อมจะจ่ายเงินทันที

640_9djhcfkjkbb7cg8he5egb

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การตรวจสอบข้อมูลผู้มีรายได้น้อยดังกล่าวน่าจะแล้วเสร็จสัปดาห์นี้ ส่วนวงเงินที่นำมาจ่ายให้ผู้มีรายได้น้อยกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตต้องออกกฎหมายกู้เงิน มองว่าไม่จำเป็น เพราะมีเงินเตรียมไว้แล้ว เมื่อมีเงินอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องไปกู้ให้เป็นภาระดอกเบี้ย ซึ่งตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ธนาคารทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย สำรองจ่ายไปก่อน หลังจากนั้นให้มาเบิกจากงบกลางของงบประมาณปี 2560 และปี 2561

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า จากการตรวจสอบผู้มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย พบว่ามีปัญหาประมาณ 5-6 หมื่นราย แบ่งเป็น รายได้เกิน 1 แสนบาทต่อปี ประมาณ 1 หมื่นราย ซึ่งคาดว่าบางรายมีเงินนับล้านบาท ลงทะเบียนซ้ำหลายธนาคารประมาณ 4.6 หมื่นราย บางรายเลขบัตรประชาชนเลขเดียวกันแต่ชื่อต่างกัน บางรายไม่ใช่สัญชาติไทย บางรายเสียชีวิตไปแล้ว จึงต้องส่งรายชื่อทั้ง 8.3 ล้านรายให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบใหม่อีกครั้ง

%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%99

นายนพดล กรรณิกา ประธานชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนหัวข้อ “เสียงสะท้อนผู้บริโภคต่อโครงการซื้อข้าวช่วยชาวนาและโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย” ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน-4 ธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.4 ระบุว่า เห็นด้วยกับโครงการซื้อข้าวช่วยชาวนาโดยตรง เพราะเงินถึงมือชาวนาโดยตรง ได้ข้าวดีราคาถูก และทำให้ชาวนาเข้มแข็ง ในขณะที่ร้อยละ 6.6 ระบุไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการแทรกแซงกลไกตลาด กลัวจะไม่ยั่งยืน

นายนพดลกล่าวว่า ส่วนความคิดเห็นต่อโครงการอนุมัติเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย พบว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.9 เห็นด้วยกับโครงการอนุมัติเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย นอกจากนี้ มีร้อยละ 84.4 ระบุว่าพอใจค่อนข้างมากถึงมากที่สุดต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการแก้ปัญหาชาติ ในขณะที่ร้อยละ 15.6 ที่ระบุพอใจค่อนข้างน้อยถึงไม่พอใจเลย

ส่วนกรณีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เดินสายโรดโชว์ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการทัวร์ในประเทศจีน โดยเดินทางไปยังเมืองปักกิ่ง เฉิงตู และฉงชิ่ง ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้น

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท.กล่าวถึงการเดินทางครั้งนี้ว่า ได้รับผลตอบรับที่ดี เห็นได้จากรัฐบาลจีนจัดงานต้อนรับ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และคณะผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทยเป็นอย่างดี โดยในครั้งนี้ ททท.และแอตต้าได้นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยกว่า 150 บริษัทร่วมไปพูดคุยทางการค้ากับผู้ประกอบการทัวร์จีน ซึ่งคู่ค้าผู้ประกอบการท่องเที่ยวของจีนไม่ได้กังวลหรือสอบถามข้อมูลใดเป็นพิเศษ และทุกฝ่ายมองว่าการไปโรดโชว์ครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศได้พบปะหารือกัน

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ส่วนตัวเลขธุรกรรมและการซื้อแพคเกจทัวร์นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่ประเมินว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในช่วงตรุษจีนปี 2560 จะมีเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในช่วงเดือนธันวาคม 2559 พบว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวและค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.9 หมื่นบาทต่อคน จากช่วงก่อนหน้าอยู่ที่ 4.7 หมื่นบาทต่อคน คาดว่าในปี 2560 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 10% สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2560 ททท.จะนำคณะเดินทางไปประเทศจีนต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวไทย อาทิ คุนหมิง เซี่ยงไฮ้ เป็นต้น

สำหรับกรณีเจ้าหน้าที่สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ และเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานหาดใหญ่ ควบคุมตัวผู้โดยสารจำนวน 6 คนไปสอบสวน หลังจากที่พูดว่า “เครื่องจะระเบิด” บนเที่ยวบิน SL703 หาดใหญ่-ดอนเมือง ขณะที่เครื่องบินกำลังออกจากสนามบินหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวถึงการดำเนินการเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องการจัดการภายในของสายบินไลอ้อนแอร์ว่าจะดำเนินการกับผู้กระทำความผิดอย่างไร กพท.คงไม่มีการออกมาตรการใดๆ เพิ่มเติม และคงไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ เนื่องจาก กพท.มีหน้าที่เพียงดูแลกฎระเบียบ การวางมาตรฐานสายการบินให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลเท่านั้น ส่วนเรื่องการดำเนินคดีกรณีเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558 ถือเป็นเรื่องของสายการบินจะไปดำเนินเอง ซึ่งระบุโทษไว้อย่างชัดเจนว่า หากมีการแจ้งข้อความหรือส่งข่าวสารอันเป็นเท็จ ทำให้เป็นเหตุให้ผู้อื่นตื่นตกใจ จะมีอัตราจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากเครื่องบินทำการขึ้นบินแล้ว ก็จะมีอัตราโทษเพิ่มขึ้นคือจำคุก 5-15 ปี ปรับตั้งแต่ 200,000-500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ผู้โดยสารตะโกนว่า เครื่องบินจะระเบิดหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่ กพท.คงไม่สามารถไปดำเนินการอะไรได้เพิ่มเติม เนื่องจากอยู่นอกเหนือจากหน้าที่ของ กพท. ถือเป็นเรื่องที่หลายสายการบินจะไปจัดการ รวมทั้งหากเกิดการกระทำความผิดขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องของสายการบินที่จะฟ้องร้องตามกฎหมาย และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหากเกิดขึ้นจากตะโกน ซึ่งจากการดำเนินการฟ้องร้องผู้กระทำความผิดในช่วงที่ผ่านมา ก็ถือเป็นเรื่องของแต่ละสายการบินเอง กพท.คงไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง รวมทั้ง กพท.มองว่าการที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นบ่อยครั้ง น่าจะเป็นบทเรียนและเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบไปในตัวว่า ไม่ควรกระทำความผิดในลักษณะนี้อีก เพราะถือเป็นความผิดทางกฎหมายและมีโทษที่รุนแรง” นายจุฬากล่าว